Saturday, February 13, 2010

History of Officine Panerai

Panerai is another watch I am falling in love with. Here is their history… (Thanks wikipedia)

Officine Panerai is an Italian brand of watches owned by Richemont International SA. Its watches are currently manufactured in Neuchâtel, Switzerland with some movements designed and manufactured in-house. Otherwise they use decorated ETA movements.

Panerai Logo

Panerai was founded in 1860 in Florence by Giovanni Panerai (1825–1897). It later became the official supplier of the Royal Italian Navy and expanded to building precision instruments. The company is famous for its Radiomir and Luminor watches, notable for their use by Italian commando frogmen, who relied upon their Panerai wristwatches to execute the sinking of Allied naval vessels in WWII.
The Florence-based watchmaker produced wrist worn diving instruments and about 300 watches, all for the Italian Marina Militare, between 1938 and 1993.[2] By that time, the company ceased to provide watches to the Marina Militare, as they were no longer cost-effective nor did they meet the naval specifications. It then moved to launch its products to the civilian market, but remained relatively obscure until the actor Sylvester Stallone spotted and bought a Panerai Luminor in a jewelry store in Rome in 1995 to wear during shooting of the film Daylight.[2] Stallone ordered a small batch of such watches with his signature on the case back, called Slytech. He offered them as gifts to friends, including Arnold Schwarzenegger. The watch gained rapid popularity, and Officine Panerai was eventually taken over by Richemont in 1997. It should however be noted that the original Panerai were fitted with Rolex movements as worn by the Italian command frogmen.
Recent fashion changes and Panerai’s success marketing large watches has also led other companies to introduce larger watches.
Panerai has four major lines of watches, Historic, Contemporary, Manifattura and Special Editions. Most watches are produced in a limited run (normally of 500, 1000, 2000 or 4000 units) and carry an issue number on the case back. Panerai issues Special Editions every year. In 2006 it issued the 1936 California Dial Radiomir special edition, a reissue of the first Panerai model ever presented to the Italian Marina Militare. This model was limited to a run of 1936 units. As of September 2008, the price variation within the Contemporary collection varied from $6,200 to up to $25,500 for the solid gold Marina. (All prices in USD).
When the contract between Girard-Perregaux and Ferrari expired a new partnership was signed with Panerai to develop, manufacture and distribute watches under the Ferrari trademark. A New York representative for the watch company has called Panerai the official timekeeper to Ferrari.[3] These wristwatches, available in the US from early August 2006, have 11 models and cost between $5,300 and $26,500. Panerai Ferrari watches are divided into two collections: Granturismo and Scuderia.
Panerai issue many watches as either limited or special editions producing fewer watches than the market demands. Retailers may only receive a few limited edition pieces each per year and long waiting lists for popular models are not uncommon. Hence this brand has become a popular investment piece with resale values of used Panerai often matching list prices of a new watch.

Example of Officine Panerai
Officine Panerai PAM183H
PAM183H

Source: Hroyy Marketplace

Patek Philippe Legend

One of the world precious watch brand is Patek Philippe. The value is always unbelievable shoot up. The design is so impressive.
History of the Company (from www.patek.com)
On May 1st, 1839 two Polish immigrants, Antoine Norbert de Patek (Salesman) and François Czapek (Watchmaker) joined forces to found « Patek, Czapek & Cie ». In 1844 Mr. Patek met the French watchmaker, Mr. Adrien Philippe in Paris where the latter presented his pioneering stem winding and setting system by the crown. In 1845 when Czapek decided to leave the company and to continue his activity on his own, the company name changed for
« Patek & Cie ». Later on, in 1851 when Mr. Philippe became officially associated the company was rebaptised « Patek Philippe & Cie », before changing once more in 1901 for « Ancienne Manufacture d’Horlogerie Patek Philippe & Cie, S.A. ». In 1932, the company was purchased by Charles and Jean Stern, two brothers and since then, « Patek Philippe S.A. » remains a family owned firm, with 3rd and 4th generation at its head : Mr. Philippe Stern, President and Mr. Thierry Stern, his son, Vice-President.
The Calatrava Cross : A legend behind the name
The name Calatrava has deep historical roots that plunge back to the middle-ages when in 1158 a Spanish religious order defended the Calatrava citadel against the moors. At the end of the nineteenth century, Patek Philippe adopted the emblem of the brave Spanish knights as its brand symbol, which signs Patek Philippe watches today.
Patek Phillippe 5711

Friday, July 3, 2009

หญ้าทะเลลดลงอย่างรวดเร็ว

จากการศึกษาใหม่พบว่า กล่า 30% ของหญ้าทะเลทั่วโลกได้หายไปหลังจากเริ่มการเก็บข้อข้อมูลครั้งแรก และอัตราการลดลงกำลังเพิ่มขึ้น ศาสตราจารย์ Gary Kendrick ซึ่งเป็นนักชีววิทยาทะเลแห่งมหาวิทยาลัย University of Western Australia ในเมือง Perth และทีมวิจัยได้รายงานผลการวิจัยในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences ฉบับอาทิตย์นี้
“การหายไปของหญ้าทะเลค่อนข้างจะชัดเจน” กล่าวโดย Kendrick “ทุกปีเราเสียประมาณ 110 ตารางกิโลเมตรของหญ้าทะเลทั่วโลก” เขาและทีมวิจัยพบว่าตั้งแต่ปี 1980 หญ้าทะเลได้หายไปถึง 29% และอัตราโดยเฉลี่ยของการลดลงได้เพิ่มขึ้นถึง 0.9% ต่อปีตั้งแต่ช่วงก่อนปี 1940 และเพิ่มขึ้น 7% ต่อปีตั้งแต่ปี 1990
ในการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดเกี่ยวกับเรื่องนี้ Kendrick และทีมวิจัยได้วิเคราะห์การศึกษา 215 งานที่เกี่ยวกับหญ้าทะเลในชายฝั่งตื้นๆ ทั่วโลก พวกเขาพบว่าหญ้าทะเลได้หายไปจากแถบตะวันออกและตะวันตกของทวีปอเมริกาเหนือ แถบแคริเบียน เมดิเตอร์เรเนียน ยุโรป บางส่วนของเอเซีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ แม้กระทั่งออสเตรเลียที่มีอากาศร้อนชื้น
สารจากสิ่งปฏิกูลและน้ำเสียจากการเกษตรและอุตสาหกรรมเป็นสาเหตุหลักของการตายของหญ้าทะเล กล่าวโดย Kendrick สารเหล่านั้นกระตุ้นกระเติบโตของสาหร่าย พืช และสัตว์ที่โตบนหญ้าทะเล และทำให้มันไม่ได้รับแสงอาทิตย์เพียงพอ
“ในแถบออสเตรเลียตะวันตก ในแถบ Cockburn Sound เราได้เสียหญ้าทะเลไป 80% ซึ่งกว่า 1200 เฮกเตอร์ของหญ้าทะเลหายไปในช่วงสี่สิบปีที่ผ่านมา การหายไปของหญ้าทะเลเกี่ยวข้องโดยตรงกับสารในรูปแบบไนโตรเจน” กล่าวโดย Kendrick
Kendrick กล่าวว่าอัตราการลดลงของหญ้าทะเลสามารถเปรียบเทียบได้ใกล้เคียงกับอัตราการลดลงของป่าเขตร้อนชื้น เขากล่าวว่าการศึกษายังได้พบว่าหญ้าทะเลดูดดาร์บอนไดออกไซด์ได้ใกล้เคียงกับป่าเขตร้อนชื้น และยังเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อาหารในมหาสมุทรอีกด้วย กว่า 75% ของหญ้าทะเลเป็นอาหารให้กับแบคทีเรีย ซึ่งเป็นชั้นล่างสุดของห่วงโซ่อาหารในมหาสมุทร Kendrick กล่าวว่า “ที่จริงแล้วพวกมันเป็นอาหารของทั้งห่วงโซ่อาหารก็ว่าได้” เขายังกล่าวอีกว่า อีก 25% ของหญ้าทะเลถูกกินโดยตรงจากสัตว์เช่น พะยูน เต่าเขียว ปลา หอยทาก และ สัตว์น้ำที่มีเปลือกแข็ง นอกจากนี้ยังมีนกเช่น ห่านและหงส์
ทุ่งหญ้าทะเลยังสำคัญต่อการอยู่รอดของปลาที่อาศัยอยู่ในแนวปะการัง Kendrick กล่าวว่า “ดังนั้นมันมีความสัมพันธ์ที่ใกล้มากระหว่างระบบของแนวปะการังและระบบของหญ้าทะเลในเขตร้อน”
Kendrick กล่าว่าการลดลงของหญ้าทะเลก่อผลกระทบในทางลบแก่การประมงและสุขภาพของมนุษย์ผ่านการเสื่อมของระบบนิเวศวิทยา เขายังกล่าวอีกว่าหญ้าทะเลรับแรงกระทกของคลื่นที่รุนแรงให้กับพื้นที่ชายฝั่ง ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าคลื่นจะแรงขึ้นอีกจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และหญ้าทะเลยังเป็นตัวกรองสำหรับสารพิษที่ถูกปล่อยออกไปในทะเลจากอุตสาหกรรมอีกด้วย ซึ่งหญ้าทะเลส่วนใหญ่ในออสเตรเลียกำลังอยู่ในภาวะลำบาก
“ในทั่วออสเตรเลีย หญ้าทะเลมีปัญหาในทุกที่ทีมีการพัฒนาท่าเรือและเมือง” เขากล่าว แต่ยังมีข่าวดีอยู่ Kendrick กล่าวต่อว่าหญ้าที่อยู่ระหว่างท่าเรือ Fremantle และท่าเรือ Cockburn ในออสเตรเลียตะวันตกได้รับการฟื้นฟูแล้ว
“โดยพื้นฐานแล้วเราทำความสะอาดกิจกรรมต่างๆ ในทางใต้ของท่าเรือ Fremantle ในปลายทศวรรษที่ 1970s” กล่าวโดย Kendrick ซึ่งกำลังคิดว่านี่อาจเป็นต้นแบบสำหรับการฟื้นฟูหญ้าทะเลในอนาคตได้
“เราจะสามารถทำสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่ซ้ำได้หรือไม่?”
ที่มา
1. http://www.abc.net.au/science/articles/2009/06/30/2611630.htm
2. www.vcharkarn.com
3. Science Direct ใน Hroyy Social Network

Tuesday, June 30, 2009

เคยได้ยินไหม… คาร์บอนไดออกไซด์ทำให้หูปลาใหญ่ขึ้น

เชื่อหรือไม่ คาร์บอนไดออกไซด์ในทะเลส่งผลประหลาดต่อปลา ทำให้หูของพวกมันใหญ่ขึ้นและใหญ่ขึ้น..

ภาพ: white sea bass (กระพงขาว) ตัวนี้มีอายุประมาณ 3-4 เดือน เมื่อย้ายลงน้ำที่มีความเข้มข้นคาร์บอนไดออกไซด์สูงพบว่ากระดูกหูของตัวอ่อน sea bass มีขนาดใหญ่ขึ้นแทนที่จะเล็กลงตามที่คาดไว้ นักวิทย์จึงให้ความเห็นว่าสภาพน้ำทะเลที่เป็นกรดอาจมีผลกับตัวอ่อนปลาแบบคาดไม่ถึง
เชื่อไม่เชื่อคงต้องลองดูหูของพวกมันแล้วล่ะครับ แต่ทว่าหูของมันกลับอยู่ในตัวนี่สิครับ อย่างไรก็ตามแม้ตำแหน่งจะอยู่ต่างกันกับของเราแต่หูปลาก็ทำหน้าที่เช่นเดียวกับเราครับ หูปลามีบทบาทสำคัญต่อการรับรู้การเคลื่อนไหวและทำให้พวกมันตั้งตัวตรงได้ ทั้งหมดนี้ล้วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตของพวกมัน
นักสมุทรศาสตร์ David M. Checkley จากสถาบันสมุทรศาสตร์ Scripps มหาวิทยาลัยแคลฟอร์เนีย ซานดิเอโก รายงานว่า การค้นพบนี้น่าประหลาดอย่างยิ่ง ปลาที่ได้รับคาร์บอนไดออกไซด์เข้าร่างกายจะเกิดอาการผิดปกติขึ้น มีผลเสียต่อการดำรงชีวิต
โครงสร้างของหูปลานั้นรู้จักกันดีในชื่อว่า otolith (กระดูกหู) สร้างขึ้นจากแร่ธาตุชนิดต่างๆ Checkley และคณะทราบดีว่าการเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ในทะเลเนื่องจากได้รับคาร์บอนไดออกไซด์มาจากอากาศนั้นส่งผลทำให้สภาพท้องทะเลเป็นกรดมากขึ้นซึ่งสามารถทำให้เปลือกปลาอ่อนตัวลงหรือละลายได้ ทีมของ Checkley จึงสงสัยว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ otolith ลดขนาดลงไปด้วยหรือไม่
ทีมวิจัยได้ทดลองบ่มไข่ white sea bassไว้ในน้ำทะเลแล้วลองวัดขนาด otolith เมื่อปลามีอายุได้ 7-8 วัน
การทดลองนี้ใช้น้ำที่มีความเข้มข้นคาร์บอนไดออกไซด์แตกต่างกัน กลุ่มหนึ่งให้น้ำที่มีความเข้มข้นคาร์บอนไดออกไซด์สูงกว่า 6 เท่าของน้ำทะเลปกติ แต่ผลที่ได้กลับตรงกันข้ามกับที่ทีมของ Checkley คิดไว้ครับคือปลาที่อยู่ในน้ำสภาพนี้กลับมี otolith ใหญ่กว่าปกติประมาณ 15-17% ทีมของ Checkley จึงทำการทดลองซ้ำอีกครั้งและผลที่ได้ก็เป็นดังเดิมครับ
ดังนั้นทีมวิจัยจึงลองทดลองต่อโดยลดความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ลงให้เหลือประมาณ 3.5 เท่าของความเข้มข้นปกติ ซึ่งเป็นความเข้มข้นที่อาจเกิดขึ้นจริงก่อนปี 2100 พบว่าปลาที่อาศัยอยู่ที่ความเข้มข้นนี้มีกระดูกหูใหญ่กว่าปลาที่อาศัยในน้ำปกติ 7-9%
Checkley กล่าวว่า การค้นพบนี้มีค่ามาก เพราะทำให้ทราบว่าคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศและในน้ำมีผลอย่างไรต่อสิ่งมีชีวิต เพราะนอกเหนือจากที่ทราบว่าคาร์บอนไดออกไซด์เป็นตัวการทำให้เกิดโลกร้อนและทำให้น้ำทะเลเป็นกรดมากขึ้นแล้ว ยังพบว่ามีผลทางชีววิทยาและนิเวศวิทยาของสัตว์น้ำอีกด้วย
การค้นพบใหม่นี้ สร้างความประหลาดใจให้ผู้ค้นพบ เป็นตัวผลักดันให้ Checkley เกิดคำถามต่าง ๆ ตามมาและพร้อมที่จะสำรวจต่อไป…
ขณะนี้ทีมวิจัยกำลังสำรวจว่าเหตุใดคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นในน้ำจึงทำให้กระดูกหูของปลาใหญ่ขึ้น และเหตุการณ์นี้เกิดแบบเดียวกันในปลาชนิดอื่นหรือไม่และผลจากการเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ระยะยาวจะส่งผลดีหรือผลเสียต่อปลากันแน่
หากปลาสามารถปรับตัวให้เข้ากับ otolith ที่ใหญ่ขึ้นได้ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร อย่างไรก็ตาม…ปลาได้มีวิวัฒนาการให้เป็นแบบที่มันเป็น คาดว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้น่าจะรบกวนหน้าที่ของ otolith ที่ช่วยให้ปลาอยู่ในสภาพตั้งตรงได้ ซึ่งส่งผลต่อการดำรงชีวิตของพวกมัน
นอกเหนือจากผลที่กล่าวมาแล้วนี้ยังมีข้อมูลว่าปลามีอาการเฉื่อยชาเกิดขึ้น ซึ่งต้องได้รับการยืนยันต่อไป

ที่มา: http://www.msnbc.msn.com/id/31548469/ns/technology_and_science-science/
อ้างอิง: http://www.tchain.com/otoneurology/disorders/bppv/
Off Hroyy

Tuesday, June 16, 2009

เปิดเผยที่มาของไข้หวัดใหญ่ 2009

การวิเคราะห์ล่าสุดของไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ H1N1 ที่เกิดครั้งแรกในหมูเสนอว่าการแพร่เชื้อสู่มนุษย์เกิดขึ้นหลายเดือนก่อนที่มนุษย์จะรู้ว่ามีการระบาด
รายงานถูกตีพิมพ์ในวารสารออนไลน์ Nature ในวันที่ 10 มิถุนายน ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นสำหรับการเฝ้าระวังอย่างเป็นระบบสำหรับไข้หวัดใหญ่ที่พบในหมู และได้ให้หลักฐานว่าองค์ประกอบใหม่ทางพันธุกรรมในหมูอาจเป็นผลให้เกิดไวรัสที่สามารถระบาดได้ในมนุษย์
‘ด้วยการใช้วิธีการคำนวณที่พัฒนาขึ้นภายในสิบปีที่ผ่านมาที่ Oxford เราสามารถจำลองที่มาและช่วงเวลาการระบาดของโรคระบาดใหม่นี้ได้’ กล่าวโดย Dr Oliver Pybus แห่งคณะสัตววิทยามหาวิทยาลัย Oxford University ซึ่งเป็นผู้ทำวิจัยนี้ ‘ผลของเราแสดงให้เห็นว่าสายพันธุ์นี้ได้แพร่กระจายอยู่ในหมู เป็นไปได้ว่าเกิดขึ้นในหลายทวีปในหลายปีก่อนที่จะแพร่เชื้อสู่มนุษย์’
Dr. Pybus และ Andrew Rambaut แห่งมหาวิทยาลัย University of Edinburgh และผู้ร่วมวิจัย ได้ใช้การวิเคราะห์การวิวัฒนาการในการประมาณระยะเวลาในการเริ่มต้นและการพัฒนาในช่วงแรกของการระบาด พวกเขาเชื่อว่ามันกำเนิดมาจากไวรัสหลายชนิดที่อยู่ในหมูแล้วการเริ่มแพร่เชื้อสู่มนุษย์ ซึ่งช่วงแรกเกิดขึ้นหลายเดือนก่อนมนุษย์จะรู้ว่ามีการระบาด
ทีมวิจัยได้สรุปว่า ‘แม้ว่าจะมีการเฝ้าระวังการระบาดของไข้หวัดใหญ่ในมนุษ์ แต่การขาดการเฝ้าระวังในหมูอย่างเป็นระบบทำให้ไม่สามารถค้นพบการมีอยู่ของเชื้อและการวิวัฒนาการของโรคระบาดสายพันธุ์นี้มาหลายปี’
ทีมวิจัยประกอบด้วยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Oxford, University of Edinburgh, University of Hong Kong และ University of Arizona
ที่มา http://www.sciencedaily.com/releases/2009
Science Direct ใน Hroyy.com

Friday, June 12, 2009

นกฮัมมิงเบิร์ด บินได้ไวกว่าเครื่องบินไอพ่น

นักวิจัยชาวอเมริกาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์คเลย์ได้ทำการศึกษาถึงอัตราความเร็วในการบินของนกฮัมมิงเบิร์ด และก็พบว่านกฮัมมิงเบิร์ดตัวผู้จะมีความเร็วในการบินที่เร็วกว่าเครื่องบินไอพ่นหรือเครื่องบินเจ็ท
โดยทั่วไป นกชนิดนี้มีลำตัวเล็ก น่ารัก คือมีความยาวไม่เกิน 6 เซนติเมตร มันมีปากที่ยาวเรียวและแหลม ลักษณะของปีกมีรูปร่างขนาดเล็ก และปีกเล็กๆ ของมันสามารถกระพือได้เร็วถึง 80 ครั้ง/วินาที ทำให้มันสามารถลอยนิ่งอยู่ในอากาศและบินถอยหลังกลับได้
นกฮัมมิงเบิร์ดเพศผู้จะบินโฉบไปมาอย่างรวดเร็วเพื่อที่จะเป็นการสร้างความประทับใจให้กับนกฮัมมิงเบิร์ดเพศเมีย และลักษณะของการบินก็จะสวยงามและไวกว่าเครื่องบินไอพ่น นักวิจัยใช้กล้องประสิทธิภาพสูงที่สามารถจับภาพได้ด้วยความเร็ว 500 เฟรมต่อวินาทีมาจับภาพการบินของนกฮัมมิงเบิร์ด โดยนักวิจัยได้ใช้นกต่อเป็นตัวล่อนกฮัมมิงเบิร์ดตัวผู้ จากนั้นก็พบว่านกฮัมมิงเบิร์ดตัวผู้จะมีพฤติกรรมในการบินทางด้านรูปแบบการโฉบและความเร็วที่น่าทึ่งเพื่อสร้างความประทับใจให้กับนกฮัมมิงเบิร์ดตัวเมีย ดังที่แสดงในภาพ

จากการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้พบว่าความสัมพันธ์ของความยาวลำตัวของนกฮัมมิงเบิร์ดกับความเน็วที่นกบินนั้นอยู่ในอัตราที่ไวกว่าเครื่องบินไอพ่นหรือการเคลื่อนที่ของกระสวยอวกาศเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ

นอกจากนั้นนกฮัมมิงเบิร์ดจะมีอัตราการเร่งในการบินเพื่อไปยังความเร็วสูงสุดที่จะบินได้ภายในระยะเวลาเพียงสั้นๆเท่านั้น ซึ่งเร็วกว่าอุปกรณ์ทางด้านการบินที่มนุษย์พัฒนาขึ้นมาทั้งหลาย โดยการศึกษาวิจัยชิ้นนี้เป็นหนึ่งในโครงการการศึกษาถึงพฤติกรรมการแสดงออกของสัตว์ชนิดต่างๆในการหาคู่

ที่มา
http://news.bbc.co.uk/2/hi/science/nature/8091944.stm

นกฮัมมิงเบิร์ด บินได้ไวกว่าเครื่องบินไอพ่น ใน Hroyy Social Network

Tuesday, June 9, 2009

มีนิสัยเข้าสังคมหรือไม่ ดูได้จากสมอง

นักวิทยาศาสตร์เผย พบบริเวณของสมองที่บ่งบอกถึงลักษณะการเข้าสังคมของคน
คนที่มีนิสัยอบอุ่น อ่อนไหว จะมีเนื้อเยื่อสมองบริเวณรอยหยักส่วนที่อยู่เหนือตาและบริเวณแกนกลางสมองมากกว่าปกติ
และบริเวณนี้นั่นเองครับที่จะทำงานเมื่อเรากำลังมีความสุขกับการกินช็อคโกแลตหรือมีเพศสัมพันธ์
ผลการศึกษาทำให้พบว่าผู้ที่เข้าสังคมจะมีรูปแบบของสมองที่เห็นคล้ายคลึงกัน ช่วยแสดงให้เห็นถึงภาวะผิดปกติทางจิตซึ่งส่งผลให้เข้าสังคมได้ยาก เช่น ในกรณีของผู้เป็นออติสติกหรือชิโซฟรีเนีย
งานนี้ทีมวิจัยจึงทำการสแกนสมองของอาสาสมัครชายจำนวน 41 คน โดยผู้ที่มีคะแนนมากกว่าคือผู้ที่มีนิสัยอบอุ่นและเข้าสังคมได้มากกว่าซึ่งจะมีเนื้อสมองส่วนเทาที่สมองสองบริเวณ คือ ส่วน orbitofrontal cortex และ ventral striatum มากกว่า
อย่างไรก็ตามขณะนี้นักวิจัยยังไม่ทราบว่าความแตกต่างของสมองผู้ชายที่พบนี้มีมาตั้งแต่กำเนิดหรือไม่ หรือการที่เนื้อสมองบริเวณที่ถามคำถามมีมากขึ้นเกิดตามประสบการณ์ของแต่ละคนกันแน่



ภาพ: นักวิจัยแสดงให้เห็นความแตกต่างของสมองสองส่วน
ผู้เชี่ยวชาญพบว่าสมองส่วน striatum จะทำงานเมื่อเราได้รับคำชม ส่วนสมองส่วน orbitofrontal cortex จะทำงานเมื่อเราพบคนที่ใบหน้าดึงดูดใจหรือได้รับรอยยิ้ม
ดร.เกรแฮม เมอรเรย์ ผู้นำทีมวิจัย กล่าวว่า ลักษณะการเข้าสังคมหรือมีนิสัยอบอุ่นล้วนเป็นลักษณะส่วนบุคคลที่ซับซ้อน และให้ความเห็นว่างานวิจัยนี้ช่วยให้เราเข้าใจความรู้พื้นฐานทางชีววิทยาว่าเหตุใดแต่ละคนจึงตอบสนองต่อความรู้สึกของเราต่างกัน
เป็นที่น่าสนใจว่า คุณค่ารางวัลจากลักษณะการเข้าสังคมของเรานั้นสัมพันธ์กับโครงสร้างสมองบางบริเวณซึ่งบริเวณเหล่านี้เกี่ยวข้องกับอาหาร น้ำหวานและการมีเพศสัมพันธ์
บางทีลักษณะของสมองเหล่านี้อาจบ่งบอกลักษณะอันซับซ้อนของจิตใจเราได้ ว่าเหตุใดเราจึงมีอารมณ์อ่อนไหวหรือมีความรัก โดยพบว่าโครงสร้างสมองส่วนนี้วิวัฒนาการมาจากสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตให้อยู่รอดตามแบบฉบับชีววิทยาในสัตว์ชั้นต่ำกว่าเรา
ศาสตราจารย์ไซมอน บารอน โคเฮน จากศูนย์วิจัยออติสติกในแคมบริดจ์ กล่าวว่า ผลที่ได้นี้สำคัญมากเนื่องจากแสดงให้เห็นว่าคนเราเห็นคุณค่าของการมีสังคมแตกต่างกันขึ้นกับโครงสร้างของสมอง เป็นการย้ำว่าสำหรับบางคนแล้วการเข้าสังคมคือรางวัลที่เค้าได้รับเหมือนกับได้ทานช็อคโกแลตหรือคานาบิส และความรู้สึกว่าคุ้มค่าหรือไม่นั้นก็ขึ้นกับสมองที่แตกต่างกันนั่นเอง
งานวิจัยนี้สอนเราเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างบุคคล และช่วยให้เราเข้าใจลักษณะของผู้ที่เป็นออติสติกมากขึ้นว่าบุคคลเหล่านี้จะเห็นคุณค่าของการเข้าสังคมน้อยกว่าคนทั่วไป


ภาพ : ส่วนต่างๆ ของสมอง (ที่มาhttp://en.wikipedia.org/wiki/File:NIA_human_brain_drawing.jpg)

อ้างอิง
http://news.bbc.co.uk/2/hi/health/8055296.stm