Sunday, April 18, 2010
คาร์บอนที่เป็นแม่เหล็ก
Sunday, April 4, 2010
ประโยชน์ของ Glutathione
glutathione (กลูตาไทโอน) เป็นสารประเภท Tripeptide ที่ประกอบด้วยกรดอะมิโน 3 ชนิด ได้แก่ Cysteine, Glycine และ Glutamic acid กลูตาไธโอนเป็นสารแอนซิแดนท์ชนิดละลายน้ำได้ที่สำคัญที่ร่างกายสร้างขึ้น และเป็นพื้นฐานสำหรับสารแอนติออกซิแดนท์อื่นๆที่เกี่ยวข้องซึ่งรวมทั้งกลูตาไธโอนเปอร์ออกซิเดส สารประกอบกลูตาไธโอนช่วยปกป้องร่างกายจากการทำลายของอนุมูลอิสระ ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน และช่วยตับในการย่อยสลายสารพิษ ซึ่งร่างกายของเราจะผลิตมากขึ้นหากได้รับสารพิษเข้าไปเช่นจากน้ำดื่ม ยาฆ่าแมลง สารเคมีต่างๆ อาหาร ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำลายเซลล์ร่างกายเราและระบบร่างกาย เนื่องจากกลูตาไธโอนเป็นสารที่มีความสำคัญจึงได้มีการติดตามผลการรับประทานสารชนิดนี้เป็นอาหารเสริมเป็นเวลาหลายปีโดยตั้งคำถามเกี่ยวกับการดูดซึมของสารอาหารชนิดนี้ นักชีววิทยาด้านเซลหลายคนเชื่อว่ากลูตาไธโอนถูกย่อยสลายให้เป็นส่วนประกอบย่อยที่มีคุณสมบัติป้องกันการทำปฏิกิริยากับออกซิเจน(ได้แก่กลูตาเมท ซิสเตอีน และกลัยซีน) ในระหว่างการย่อยสลาย แต่กลูตาไธโอนในรูปที่ยังไม่ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนนี้เมื่อทำงานร่วมกับสารแอนไธไซยานิดีนส์(grape seed extracts) ที่มีคุณสมบัติเป็นสารแอนติออกซิแดนท์แล้ว ปรากฏว่าร่างกายสามารถดูดซึมได้ง่ายและเป็นประโยชน์ในทางการรักษาโรค
กลูต้าไธโอนได้รับสมญาว่า”หัวหน้าสารต้านอนุมูลอิสระ” มันช่วยให้เรามีสุขภาพดี และชวิตยืนยาว คนที่ต้องสัมผัสกับสารพิษปริมาณมากๆ (ที่เห็นชัดๆก็พวกที่ตั้งใจรับเข้าไปเองเช่น การดื่มเหล้า เบียร์ อัลกอฮอล์)จะมีการใช้กลูต้าไธโอนที่ร่างกายสร้างเองอย่างมาก(ซึ่งบางครั้งไม่เพียงพอ) หากร่างกายไม่มีกลูต้าไธโอนเซลล์จะตายอย่างรวดเร็ว นำไปสู่ความชรา และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคซึ่งกระตุ้นด้วยอนุมูลอิสระเช่นมะเร็ง
กลูต้าไธโอนมีการใช้อย่างแพร่หลายและกว้างขวาง ปัจจุบันเราพบว่าเอาไปใช้ลดอาการเมาค้างเช่น แว๊กกี้ แฮงค์ อาหารผิวเพื่อขาวใสเช่น อิมิดีน บลิ๊งค์ ไอไบร้ท์ นูไวท์ คิวมารีน ลูมินัส (ราคาในท้องตลาดมีราคาแพงโดยเฉพาะส่วนผสมที่มีกลูต้าไธโอน 250 มก.) เป็นที่นิยมของดารา นางแบบ นายแบบ อย่างมาก
การรักษาระดับของกลูตาไธโอนในรูปที่ยังไม่ได้ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนให้เพียงพออาจช่วยชะลอกระบวนการชราและเพิ่มความต้านทานโรคได้เช่นกัน
เป็นสาร Detoxification เปลี่ยนสารพิษให้อยู่ในรูปที่ไม่เป็นพิษ เพื่อขับถ่ายทิ้ง
เร่งประสิทธิภาพการทำงานของวิตามิน C และ E และทำให้อยู่ในรูปที่ดูดซึมได้เร็วขึ้น
พบได้ใน ปลา, เนื้อม Asparagus ,อะโวคาโด, วอลนัท
หน้าที่หลักของสารตัวนี่ที่เด่นมีอยู่ 3 ประการ คือ
1. Detoxification : กลูตาไทโอนช่วยสร้างเอ็นไซม์ชนิดต่าง ๆ ในร่างกายโดยเฉพาะ Glutathion-S-transferase ที่ช่วยในการกำจัดพิษออกจากร่างกายโดยไปเปลี่ยนสารพิษชนิดไม่ละลายในน้ำ (ละลายในน้ำมัน) เช่น พวกโลหะหนัก สารระเหย ยาฆ่าแมลง แม้แต่ยาบางชนิด ให้เป็นสารที่ละลายน้ำได้ดีขึ้นและง่ายต่อการกำจัดออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันตับ1 จากการถูกทำลายโดย แอลกอฮอล์ (สุรา) สารพิษจากบุหรี่ ยาพาราเซตามอลเกินขนาด (Overdose) ฯลฯ
2. Antioxidant : กลูตาไทโอนมีคุณสมบัติเป็นสารต้านปฏิกิริยาอ๊อกซิเดชั่น (Antioxidant) ที่มีความสำคัญตัวหนึ่งในร่างกาย และหากขาดไป วิตามินซีและอี อาจจะทำงานได้ไม่เต็มที่
3. Immune Enhancer : ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย2 โดยกระตุ้นการทำงานของเอ็นไซม์หลายชนิดเพื่อให้ร่างกายต่อต้านสิ่งแปลกปลอมรวมถึงเชื้อแบคทีเรียและไวรัส นอกจากนี้กลูตาไทโอน ยังช่วยสร้างและซ่อมแซม DNA สร้างโปรตีนและ prostaglandin
ผลข้างเคียงในปัจจุบันยังไม่พบผลข้างเคียง
มีเพียงผลข้างเคียงเดียว แต่กลับเป็นผลข้างเคียงพึงประสงค์ของผู้หญิงเอเซียนั่นก็คือ”การที่มีผิวขาวใสขึ้น”
กลูต้าไธโอนทำให้เกิดอะไรกับร่างกายเรา
o ทำให้ผิวขาวขึ้น
o ลดริ้วรอยจุดด่างดำ
o ป้องกันสิวและรอยดำจากสิว
o ลดริ้วรอย จากวัย
o ทำให้ผิวเนียน ใส และเปล่งประกาย
ส่วนหน้าที่ในการเป็นสุดยอดของสารต้านอนุมูลอิสระช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
• อาจช่วยป้องกันมะเร็งโดยเฉพาะมะเร็งตับ
• ปกป้องร่างกายจากอนุมูลอิสระ
• ช่วยกำจัดสารนิโคติน
• ช่วยเสริมฤทธิ์การทำงานของตับในการกำจัดสารพิษ
• มีบทบาทสำคัญในการป้องกันมะเร็งและใช้ในการรักษามะเร็ง(โดยเฉพาะที่มีการทำงานของตับเสียไป)
• ช่วยเพิ่มปริมาณเชื้ออสุจิ
ระดับของกลูต้าไธโอนที่ต่ำลงพบในกรณี
• • ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือเสื่อม
• • โรคที่การเสื่อมของระบบสมองและประสาทเช่น multiple sclerosis ,ALS, Alzheimer, and Parkinson's disease
• • ภาวะเป็นหมันในเพศชาย
• • ภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์
• • โรคหลอดเลือดเสื่อม
• • ต้อกระจก
• • ภาวะที่ได้รับยาเกินขนาด(โดยเฉพาะพาราเซตามอล)
• • มะเร็ง
• • เอดส์
• • แต่มีส่วนช่วยในต้านโรคหัวใจขาเลือด แก่ก่อนวัย โรคเรื้อรังต่างๆ
• • หมายเหตุ : มิได้หมายความว่ากลูต้าไธโอนใช้ในการรักษาโรคเหล่านี้
ใครควรเสริมกลูต้าไธโอน
• คนที่ติดบุหรี่ ดื่มอัลกอฮอล์
• อายุมากกว่า 40 ปี พวกที่ออกกำลังกายมาก เสริมสร้งหุ่น
• ชายที่จำนวนสเปิร์มน้อย ผู้เป็นโรคตับ
• ต้อกระจก ฟื้นจากเคมีบำบัด
• สำผัสสารเคมีฆ่าแมลงเป็นประจำ คนที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง
• ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ
ที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้หญิงทั่วไปที่ต้องการในผิวเนียน ใส กระจ่าง (เป็นเหตุผลที่คนเสริมกลูต้าไธโอนมากที่สุด)
ผลข้างเคียง ในปัจจุบันยังไม่มีผลข้างเคียงใดๆรายงาน และไม่มีรายงานความเป็นพิษ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ในระยะสั้นหรือระยะยาว ระดับความปลอดภัยจัดเป็น “อาหารเสริม” ไม่ใช่ “สมุนไพร” การผลิตโดยทั่วไปผ่านกระบวนการสังเคราะห์ ผลข้างเคียงที่มีรายงานคือการกินปริมาณสูงติดต่อกันจะทำให้ผิวขาวใสขึ้น
ข้อห้ามใช้ : ยังไม่มีข้อห้าม แต่ไม่แนะนำสำหรับเด็ก สตรีมีครรภ์ และให้นมบุตร (ยังไม่มีการศึกษาเพียงพอแต่ไม่มีรายงานความเป็นพิษในคนกลุ่มนี้)
ไม่แนะนำให้ใช้ในผู้ป่วยมะเร็งที่ยังอยู่ในช่วงให้เคมีบำบัด และฉายแสง(การรักษาจะกระตุ้นในเกิดภาวะอนุมูลอิสระเพื่อหวังผลการักษา) แต่มีบางรายงานมีการใช้กลูต้าไธโอนในการรักษาช่วยลดผลข้างเคียงจากเคมีบำบัด แต่ไม่ลดฤทธิ์ของการรักษา
ปฏิกิริยากับยาอื่น : ยาจิตเวช haloperidol ,chemotherapeutic drug:cisplatin
กลไกที่ทำให้ผิวขาวของกลูต้าไธโอน
เกิดจากกระบวนการสร้างเมลานิน โดยกลูต้าไธโอนไปลดการสร้างโดยการยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส และกระตุ้นให้สร้างฟีโอเมลานิน(สีอ่อนขาวชมพู) มากกว่ายูเมลานิน(เมลานินสีคล้ำ)
ผลของกลูต้าไธโอน ในเรื่องความขาวก็ต้องขึ้นกับสีผิวเดิมของผู้ที่เริ่มกิน หากมีสีผิวอ่อนอยู่แล้วก็เห็นผลไว แต่หากมีสีผิวคล้ำเดิมต้องรอให้ร่างกายสร้างเม็ดสีอ่อนใหม่ และเซลล์ผิวเก่าที่มีสีคล้ำผลัดหมดก่อน หากคล้ำมากอาจใช้เวลาเป็นปี
จากผลการทดลองพบว่าผู้ที่มีผิวสี
• ผิวสีน้ำตาลอ่อน : ใช้เวลาให้ขาวใส ประมาณ 1 - 3 เดือน
• ผิวสีน้ำตาลเข้ม : ใช้เวลาให้ขาวใส ประมาณ 3 - เดือน
• ผิวเข้มมาก : ใช้เวลาให้ขาวใส ประมาณ 6 - 12เดือน
• ผิวดำ(เช่นนิโกร) :ใช้เวลาประมาณ 2 ปีหรือมากกว่า
เมื่อร่างกายได้รับปริมาณที่เหมาะสมจะควบคุมการสังเคราะห์เม็ดสีเมลานิน ส่งผลให้ผิวหน้าและผิวกาย สวยขาวใส ไร้ริ้วรอยด่างคำ รวมถึงผิวทั่วเรือนร่าง เช่น ผิวใต้วงแขน ผิวบริเวณ บิกินี สีผิวริมฝีปากและสีผิวบริเวณหัวนม แลดูจางลง ขาวอมชมพูขึ้น และยังช่วยลดเลือนริ้วรอย ทำงานร่วมกับวิตามินซี จะช่วยในเรื่องการดูดซึมและต่อต้านอนุมูลอิสระ ลดการสร้างเม็ดสีเมลานิน ที่ผิดปกติ อันเป็นสาเหตุของการเกิดความคล้ำของสีผิว กระ ริ้วรอยโดยช่วยให้ขนาดและความเข้มของรอยหมองคล้ำค่อยๆลดลง คืนความยืดหยุ่น เนียนสวยเป็นธรรมชาติ เพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุดของโปรตีนคอลลาเจน และอิลาสติน บำรุงผิวพรรณ ช่วยลดปฏิกิริยาการเพิ่มเม็ดสีผิว เมื่อผิวหนังโดนแสงแดด และลดขนาดและความเข้มของฝ้าโดยไม่มีผลข้างเคียง
| ประโยชน์ของ Glutathione |
Friday, April 2, 2010
L-Glutathione คืออะไร?
L-Glutathione เป็น Amino Acid ที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นได้เองในร่างกาย แต่มีปริมาณน้อยอาจไม่เพียงพอในการนำไปสร้างเป็น Enzyme Glutathione Peroxidase ซึ่งเป็นสาร Antioxidants ป้องกันการเกิดของ Free Radicals และป้องกันการเสื่อมของเซลล์ต่างๆในร่างกายโดยเฉพาะเซลล์ตับ นอกจากนี้ยังมีส่วนสำคัญในการขับล้างสารพิษในกระแสเลือดให้กลายเป็นสารที่ไม่อันตรายและขับออกจากร่างกายทางตับ (Detoxifocation)อย่างไรก็ตามเราสามารถเพิ่มระดับของกลูต้าไทโอน ในร่างกายได้ง่ายๆ โดยการรับประทาน L-Glutathione เข้าไปโดยตรง หรือ รับประทานสารอาหารที่ร่างกายนำไปใช้ในการสร้าง กลูต้าไทโอน เช่น Alpha Lipoic Acid และ N-Acetylcysteine ให้มากขึ้น หรือ การรับประทาน antioxidants อื่น เช่น Vitamin C เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายเก็บ กลูต้าไทโอน ที่ตับให้มากขึ้น
Detoxification : กลูตาไทโอนช่วยสร้างเอ็นไซม์ชนิดต่าง ๆ ในร่างกาย ที่ช่วยในการกำจัดพิษออกจากร่างกายโดยไปเปลี่ยนสารพิษชนิดไม่ละลายในน้ำ (ละลายในน้ำมัน) เช่น พวกโลหะหนัก สารระเหย ยาฆ่าแมลง แม้แต่ยาบางชนิด ให้เป็นสารที่ละลายน้ำได้ดีขึ้นและง่ายต่อการกำจัดออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันตับ1 จากการถูกทำลายโดย แอลกอฮอล์ (สุรา) สารพิษจากบุหรี่ ยาพาราเซตามอลเกินขนาด นอกจากนี้กลูตาไทโอน ช่วยควบคุมการสังเคราะห์เม็ดสีเมลานิน เมื่อร่างกายได้รับ Tyrosinase ในปริมาณที่เหมาะสมจะควบคุมการสังเคราะห์เม็ดสีเมลานิน ส่งผลให้เม็ดสีมีอ่อนลง
ภาวะการขาด :
โดยปกติแล้วร่างกายเราจะไม่ขาดกลูตาไทโอน นอกเสียจากจะเป็นโรคบางชนิดที่ทำให้เกิดความต้องการสารตัวนี้มากขึ้น หรือโรคที่ต้านการสร้าง Glutathione โรคหรืออาการบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับการขาด สารนี้หรือต้องการสารนี้ในปริมาณเพิ่มขึ้น ได้แก่ โรคตับ เบาหวาน โรคความดัน ต้อหิน มะเร็ง เอดส์ ฯลฯ ในผู้ที่สูบบุหรี่จัดจะพบว่ามีระดับกลูตาไทโอน ในเลือดต่ำ เนื่องจากอัตราในการใช้กลูตาไทโอน เพิ่มขึ้น
ฟลูเลอรีนคืออะไร
คาร์บอน (carbon) เป็นธาตุที่นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาอย่างละเอียด และลึกซึ้งที่สุดธาตุหนึ่ง เพราะมันเป็นองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดในโลก เราทุกคนคงเคยเรียนและรู้ว่าอะตอมของคาร์บอนนั้นมีการจัดเรียงตัวกันได้สองรูปแบบ คือ แบบรูป 6 เหลี่ยมด้านเท่ากับแบบพีระมิด และเราก็รู้อีกว่าสารที่มีโครงสร้างเป็นรูปแบบแรกนั้น ได้แก่ กราไฟท์ (graphite) ส่วนสารที่มีโครงสร้างเป็นรูปแบบหลังนั้นได้แก่ เพชร (diamond)
แต่แล้วในปี พ.ศ. 2528 นักเคมีก็ได้พบโมเลกุลของคาร์บอนที่มีการจัดเรียงตัวของอะตอมคาร์บอนในลักษณะใหม่ วงการวิทยาการทั่วโลกกำลังฮือฮา ตื่นตัว และวุ่นวิจัยศักยภาพและสมบัติต่างๆ ของโมเลกุลรูปแบบใหม่นี้อย่างทุ่มเทสุดๆ
โมเลกุลที่ว่านี้ มีชื่อเป็นทางการว่า buckminster fullerene และมีชื่อเล่นว่า buckyball เพราะมันมีลักษณะกลมคล้ายโดม geodesic ที่สถาปนิกชาวอเมริกัน R. Buckminster fullerene ประดิษฐ์ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2497 นักวิทยาศาสตร์ได้พบว่าโมเลกุลนี้หนึ่งโมเลกุล มีอะตอมของคาร์บอนเรียงรายที่ผิวเป็นรูป 6 เหลี่ยมบ้าง 5 เหลี่ยมบ้าง และถ้าจำนวนอะตอมของคาร์บอนทั้งหมดเป็น 60 มันจะมีสูตรทางเคมีว่า C60 และถ้าโมเลกุลนั้นจะมีคาร์บอน 70 อะตอม มันก็จะมีสูตรเป็น C70 เช่นนี้เป็นต้น
นักเคมีได้รู้ว่า โครงสร้างโมเลกุลของ benzene ซึ่งมีอะตอมของคาร์บอน 6 อะตอมตั้งแต่ปี พ.ศ. 2368 และจากโมเลกุลที่มีขนาดเล็กนั้น นักเคมีก็สามารถสังเคราะห์สารต่างๆ ได้มากมายจำนวนนับไม่ถ้วน ตั้งแต่แอสไพรินจนกระทั่งยันสีทาบ้าน มาบัดนี้ พ.ศ.นี้ เรามี buckyball ซึ่งมีอะตอมของคาร์บอนถึง 60 อะตอม โอกาสการใช้และความเป็นไปได้ที่จะสังเคราะห์สารประกอบต่างๆ ก็ต้องมีมากกว่าเบนซินเป็นร้อยเป็นล้านเท่าเป็นธรรมดา และขณะนี้ buckyball ก็กำลังวาดลวดลายสร้างความตื่นเต้นให้กับวงการวิชาการทุกวงการ เช่น
นักวิจัยได้พบว่า C60 เป็นโมเลกุลที่เสถียร ดังนั้นเวลาเราเอาอะตอมของธาตุที่เป็นกัมมันตรังสีบรรจุเข้าที่ใจกลางของโมเลกุล เราสามารถจะใช้มัน เป็นยาที่มีศักยภาพในการต่อสู้มะเร็งร้ายได้ และถ้าเรานำ C60 มาเรียงต่อกันเป็นสายสร้อยยาว เราก็จะได้พลาสติกชนิดใหม่ที่แข็งแรง และทนทานกว่าพลาสติกธรรมดาๆ หลายเท่า เรายังสามารถใช้ C60 ในอุตสาหกรรมทำแบตเตอรี่ และใช้เป็นเชื้อเพลิงในจรวดก็ยังได้ เพราะ C60 สามารถให้พลังงานได้มากกว่าเบนซินทั่วไป นักฟิสิกส์ยังได้พบว่า หากเขาลดอุณหภูมิของ buckyball ให้ต่ำจนกระทั่งถึงอุณหภูมิ -250 องศาเซลเซียสแล้ว buckyball ก็จะเปลี่ยนสภาพเป็นสารตัวนำยิ่งยวดที่อนุญาตให้กระแสไฟไหลผ่านได้ดีวิเศษแบบไร้ความต้านทานใดๆ อีกด้วย
และเมื่อเร็วๆ นี้นักวิทยาศาสตร์ยังสามารถสังเคราะห์โมเลกุลของคาร์บอนที่มีขนาดใหญ่กว่า C60 ได้อีกเป็นจำนวนมากมาย เช่น C70 ที่มีลักษณะคล้ายลูกรักบี้ C240, C540 (super fullerene) และ C960(hyper fullerene) อภิมหาโมเลกุลเหล่านี้จะมีบทบาท ในชีวิต สังคม เทคโนโลยี ในอนาคตเพียงใด และในสภาพใดนั้นคงไม่มีใครทำนายได้ แต่ที่มั่นใจและไม่ห่วงเลยก็คือว่า มันจะมีอิทธิพลและบทบาทต่อชีวิตมนุษย์มากๆ ขึ้น ตามกาลเวลาที่ผ่านไป
ขณะนี้ R. Smalley แห่ง Rice University และ H. Kroto แห่ง Sussex University กำลังรับรางวัลต่างๆ มากมายสำหรับการค้นพบ buckyball โมเลกุลมหัศจรรย์นี้ และในปี พ.ศ. 2539 รางวัลที่เป็นที่สุดของที่สุดก็ได้มาถึงเขาทั้งสอง เมื่อเขาทั้งคู่ได้เดินทางไป Stockholm เพื่อรับรางวัล Nobel
ปัจจุบันได้มีผู้นำ Fullerene ไปผลิตเป็นเวชสำอางค์ Antioxidant เช่น SAL F+APP เป็นต้น
Saturday, February 13, 2010
History of Officine Panerai
Panerai is another watch I am falling in love with. Here is their history… (Thanks wikipedia)
Officine Panerai is an Italian brand of watches owned by Richemont International SA. Its watches are currently manufactured in Neuchâtel, Switzerland with some movements designed and manufactured in-house. Otherwise they use decorated ETA movements.
Panerai was founded in 1860 in Florence by Giovanni Panerai (1825–1897). It later became the official supplier of the Royal Italian Navy and expanded to building precision instruments. The company is famous for its Radiomir and Luminor watches, notable for their use by Italian commando frogmen, who relied upon their Panerai wristwatches to execute the sinking of Allied naval vessels in WWII.
The Florence-based watchmaker produced wrist worn diving instruments and about 300 watches, all for the Italian Marina Militare, between 1938 and 1993.[2] By that time, the company ceased to provide watches to the Marina Militare, as they were no longer cost-effective nor did they meet the naval specifications. It then moved to launch its products to the civilian market, but remained relatively obscure until the actor Sylvester Stallone spotted and bought a Panerai Luminor in a jewelry store in Rome in 1995 to wear during shooting of the film Daylight.[2] Stallone ordered a small batch of such watches with his signature on the case back, called Slytech. He offered them as gifts to friends, including Arnold Schwarzenegger. The watch gained rapid popularity, and Officine Panerai was eventually taken over by Richemont in 1997. It should however be noted that the original Panerai were fitted with Rolex movements as worn by the Italian command frogmen.
Recent fashion changes and Panerai’s success marketing large watches has also led other companies to introduce larger watches.
Panerai has four major lines of watches, Historic, Contemporary, Manifattura and Special Editions. Most watches are produced in a limited run (normally of 500, 1000, 2000 or 4000 units) and carry an issue number on the case back. Panerai issues Special Editions every year. In 2006 it issued the 1936 California Dial Radiomir special edition, a reissue of the first Panerai model ever presented to the Italian Marina Militare. This model was limited to a run of 1936 units. As of September 2008, the price variation within the Contemporary collection varied from $6,200 to up to $25,500 for the solid gold Marina. (All prices in USD).
When the contract between Girard-Perregaux and Ferrari expired a new partnership was signed with Panerai to develop, manufacture and distribute watches under the Ferrari trademark. A New York representative for the watch company has called Panerai the official timekeeper to Ferrari.[3] These wristwatches, available in the US from early August 2006, have 11 models and cost between $5,300 and $26,500. Panerai Ferrari watches are divided into two collections: Granturismo and Scuderia.
Panerai issue many watches as either limited or special editions producing fewer watches than the market demands. Retailers may only receive a few limited edition pieces each per year and long waiting lists for popular models are not uncommon. Hence this brand has become a popular investment piece with resale values of used Panerai often matching list prices of a new watch.
Example of Officine Panerai…
Officine Panerai PAM183H
Source: Hroyy Marketplace
Patek Philippe Legend
« Patek & Cie ». Later on, in 1851 when Mr. Philippe became officially associated the company was rebaptised « Patek Philippe & Cie », before changing once more in 1901 for « Ancienne Manufacture d’Horlogerie Patek Philippe & Cie, S.A. ». In 1932, the company was purchased by Charles and Jean Stern, two brothers and since then, « Patek Philippe S.A. » remains a family owned firm, with 3rd and 4th generation at its head : Mr. Philippe Stern, President and Mr. Thierry Stern, his son, Vice-President.
Friday, July 3, 2009
หญ้าทะเลลดลงอย่างรวดเร็ว
“การหายไปของหญ้าทะเลค่อนข้างจะชัดเจน” กล่าวโดย Kendrick “ทุกปีเราเสียประมาณ 110 ตารางกิโลเมตรของหญ้าทะเลทั่วโลก” เขาและทีมวิจัยพบว่าตั้งแต่ปี 1980 หญ้าทะเลได้หายไปถึง 29% และอัตราโดยเฉลี่ยของการลดลงได้เพิ่มขึ้นถึง 0.9% ต่อปีตั้งแต่ช่วงก่อนปี 1940 และเพิ่มขึ้น 7% ต่อปีตั้งแต่ปี 1990
ในการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดเกี่ยวกับเรื่องนี้ Kendrick และทีมวิจัยได้วิเคราะห์การศึกษา 215 งานที่เกี่ยวกับหญ้าทะเลในชายฝั่งตื้นๆ ทั่วโลก พวกเขาพบว่าหญ้าทะเลได้หายไปจากแถบตะวันออกและตะวันตกของทวีปอเมริกาเหนือ แถบแคริเบียน เมดิเตอร์เรเนียน ยุโรป บางส่วนของเอเซีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ แม้กระทั่งออสเตรเลียที่มีอากาศร้อนชื้น
สารจากสิ่งปฏิกูลและน้ำเสียจากการเกษตรและอุตสาหกรรมเป็นสาเหตุหลักของการตายของหญ้าทะเล กล่าวโดย Kendrick สารเหล่านั้นกระตุ้นกระเติบโตของสาหร่าย พืช และสัตว์ที่โตบนหญ้าทะเล และทำให้มันไม่ได้รับแสงอาทิตย์เพียงพอ
“ในแถบออสเตรเลียตะวันตก ในแถบ Cockburn Sound เราได้เสียหญ้าทะเลไป 80% ซึ่งกว่า 1200 เฮกเตอร์ของหญ้าทะเลหายไปในช่วงสี่สิบปีที่ผ่านมา การหายไปของหญ้าทะเลเกี่ยวข้องโดยตรงกับสารในรูปแบบไนโตรเจน” กล่าวโดย Kendrick
Kendrick กล่าวว่าอัตราการลดลงของหญ้าทะเลสามารถเปรียบเทียบได้ใกล้เคียงกับอัตราการลดลงของป่าเขตร้อนชื้น เขากล่าวว่าการศึกษายังได้พบว่าหญ้าทะเลดูดดาร์บอนไดออกไซด์ได้ใกล้เคียงกับป่าเขตร้อนชื้น และยังเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อาหารในมหาสมุทรอีกด้วย กว่า 75% ของหญ้าทะเลเป็นอาหารให้กับแบคทีเรีย ซึ่งเป็นชั้นล่างสุดของห่วงโซ่อาหารในมหาสมุทร Kendrick กล่าวว่า “ที่จริงแล้วพวกมันเป็นอาหารของทั้งห่วงโซ่อาหารก็ว่าได้” เขายังกล่าวอีกว่า อีก 25% ของหญ้าทะเลถูกกินโดยตรงจากสัตว์เช่น พะยูน เต่าเขียว ปลา หอยทาก และ สัตว์น้ำที่มีเปลือกแข็ง นอกจากนี้ยังมีนกเช่น ห่านและหงส์
ทุ่งหญ้าทะเลยังสำคัญต่อการอยู่รอดของปลาที่อาศัยอยู่ในแนวปะการัง Kendrick กล่าวว่า “ดังนั้นมันมีความสัมพันธ์ที่ใกล้มากระหว่างระบบของแนวปะการังและระบบของหญ้าทะเลในเขตร้อน”
Kendrick กล่าว่าการลดลงของหญ้าทะเลก่อผลกระทบในทางลบแก่การประมงและสุขภาพของมนุษย์ผ่านการเสื่อมของระบบนิเวศวิทยา เขายังกล่าวอีกว่าหญ้าทะเลรับแรงกระทกของคลื่นที่รุนแรงให้กับพื้นที่ชายฝั่ง ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าคลื่นจะแรงขึ้นอีกจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และหญ้าทะเลยังเป็นตัวกรองสำหรับสารพิษที่ถูกปล่อยออกไปในทะเลจากอุตสาหกรรมอีกด้วย ซึ่งหญ้าทะเลส่วนใหญ่ในออสเตรเลียกำลังอยู่ในภาวะลำบาก
“ในทั่วออสเตรเลีย หญ้าทะเลมีปัญหาในทุกที่ทีมีการพัฒนาท่าเรือและเมือง” เขากล่าว แต่ยังมีข่าวดีอยู่ Kendrick กล่าวต่อว่าหญ้าที่อยู่ระหว่างท่าเรือ Fremantle และท่าเรือ Cockburn ในออสเตรเลียตะวันตกได้รับการฟื้นฟูแล้ว
“โดยพื้นฐานแล้วเราทำความสะอาดกิจกรรมต่างๆ ในทางใต้ของท่าเรือ Fremantle ในปลายทศวรรษที่ 1970s” กล่าวโดย Kendrick ซึ่งกำลังคิดว่านี่อาจเป็นต้นแบบสำหรับการฟื้นฟูหญ้าทะเลในอนาคตได้
“เราจะสามารถทำสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่ซ้ำได้หรือไม่?”
ที่มา
1. http://www.abc.net.au/science/articles/2009/06/30/2611630.htm
2. www.vcharkarn.com
3. Science Direct ใน Hroyy Social Network