Saturday, July 30, 2011

Hyperpigmentation

แพทย์หญิงวัชรีย์ สิทธิวงศ์
- แพทยศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น
- Thai Board of Dermatology

ตีพิมพ์ใน วิชัยยุทธสาร

ใครๆก็ชอบมีผิวหน้าเรียบเนียนใส สีผิวสม่ำ เสมอ หลายท่านก็อยากให้หน้าขาวหรือผิวขาวขึ้นกว่า ที่เป็นอยู่ ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจเรื่องสีผิวของ คนเราก่อน สีผิวจะแบ่งตามเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์ พวกเอเชียจะมีสีผิวขาวเหลือง พวกยุโรปจะผิวขาว (บางทีเราจะรู้สึกว่าขาวซีด) ส่วนนิโกรจะมีสีผิวที่เข้ม (อย่าได้ไปเรียกคนผิวดำในอเมริกาว่านิโกรเชียวนะ ให้เรียกว่าพวกแอฟริกันอเมริกัน ไม่งั้นอาจถูกมองว่า เป็นพวกเหยียดสีผิวได้) ในทางการแพทย์จะแบ่งเรื่อง สีผิวเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ
1.Constitutive skin color เป็นสีผิวแต่กำเนิดหรือ สีผิวดั้งเดิม ซึ่งเป็นผลจากพันธุกรรม หากจะดูว่า สีผิวดั้งเดิมของเราเป็นอย่างไร ก็ให้ดูที่ตำแหน่ง ท้องแขนด้านใน, ต้นขา, ก้น ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ไม่โดน แสงแดด ฉะนั้นคุณสาวๆที่ต้องการให้ผิวขาว จะ ขาวได้มากที่สุดเท่ากับสีผิวดั้งเดิมของเราเท่านั้น นะคะ หมอเองเคยมีคนไข้เป็นเด็กวัยรุ่นผิวสีแทน ซึ่งเป็นสีผิวดั้งเดิม แต่ต้องการให้ผิวขาวเหมือนพวก ญี่ปุ่น เจออย่างนี้ทำได้อย่างเดียวค่ะ คือให้คนไข้ ทำใจยอมรับ เพราะจริงๆแล้วผิวสีเข้มก็ดูมีเสน่ห์ ไปอีกแบบ
2.Facultative skin color เป็นสีผิวที่ถูกเปลี่ยน แปลงได้โดยแสงแดด สภาวะแวดล้อม ฮอร์โมน จะพบว่าบางท่านโดนแดดไม่นานสีผิวก็เข้มแล้ว คือ เปลี่ยนเป็นสีแทนได้ง่าย

เม็ดสีเกิดจากอะไร
ที่ผิวหนังจะมีเชลล์สร้างเม็ดสี เปรียบเสมือน โรงงานผลิต เรียกว่า เมลาโนไซด์ (Melanocyte) เมื่อ สร้างเม็ดสีเสร็จแล้วจะมีการส่งต่อไปที่เซลล์ผิวหนัง แต่ละตัว เป็นการกระจายเม็ดสีไปทั่วๆ (รูปที่ 1) หาก มีความผิดปกติของตัวสร้าง

รูปที่ 1

(Melanocyte) , ขบวนการ สร้าง หรือขบวนการส่งต่อไปที่เซลล์ผิวหนัง ก็จะเกิด ความผิดปกติของสีผิวขึ้นมา ซึ่งเป็นได้ทั้งสีผิวที่เข้มขึ้น (hyperpigmentation) หรือสีผิวที่จางลง (hypo- pigmentation) ในคอลัมน์วันนี้จะพูดถึงเฉพาะสีผิว ที่เข้มขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องความสวยงามคงหนีไม่พ้น ในเรื่องกระและฝ้า

กระ แบ่งได้เป็นหลายอย่าง เช่น กระแดด, กระตื้น, กระลึก (รูปที่ 2)

กระ
กระแดด กระแดดหลังการรักษา
ด้วยเลเซอร์เม็ดสี
ชุดภาพที่ 2

ฝ้า มีทั้งฝ้าชั้นตื้นและฝ้าชั้นลึก ส่วนใหญ่มัก จะมีทั้ง 2 ชนิดร่วมกัน ฝ้าชั้นตื้นจะให้ผลการรักษา ได้ดีกว่าฝ้าชั้นลึกมาก ในฝ้าชั้นลึกโดยประสบการณ์ ส่วนตัว ยังไม่เคยเห็นใครรักษาให้ขาวได้ทั้งหมด

สาเหตุ
มีหลายปัจจัย บ้างก็ว่าเป็นเรื่องของพันธุกรรม โดยเฉพาะเรื่องกระ ปัจจัยอื่นๆ เช่น แสงแดด, ฮอร์โมน, ยากินบางประเภท, โรคในระบบภายใน (เช่น โรค ไทรอยด์, โรคตับ) แม้แต่ความเครียดก็ทำให้เม็ดสีที่มีอยู่แล้วเข้มขึ้นได้ ดังคำโบราณว่า หน้าดำคร่ำเครียด เห็นจะเป็นเรื่องจริง
หลักการรักษา 3 ประการคือ

1.ครีมกันแดด (Sun screen)
2.ยาทาเฉพาะที่
3.ให้เวลากับการรักษาเพราะไม่มีการรักษาใดเห็น ผลเร็วในระยะเวลาอันสั้น

******************************

ครีมกันแดด
ในการรักษาเรื่องเม็ดสีผิดปกติบนใบหน้าจะ ไม่ประสบความสำเร็จเลย หากขาดการใช้ครีมกันแดด ทุกๆวัน เรื่องครีมกันแดดอยากจะแนะนำการเลือก ใช้ครีมกันสักหน่อย ควรเลือกชนิดที่สามารถป้องกัน ได้ทั้งอุลตราไวโอเล็ตเอ (UVA) และแสงอุลตรา- ไวโอเล็ตบี (UVB) ให้ดูที่ค่า PA และ SPF ซึ่งจะเป็นตัว บอกถึงความสามารถในการป้องกัน UVA และ UVB ตามลำดับ หมอมักจะถูกคนไข้ถามว่า ควรใช้ครีมกัน แดดที่มีค่า SPF เท่าไรดีค่ะ โดยส่วนตัวหมอเองจะแนะนำ ให้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีค่า SPF และ PA สูงที่สุดที่จะ ใช้ได้โดยไม่แพ้ เพราะปกติเราจะทาครีมไม่หนาเหมือนในห้องทดลอง คือจะทาหน้าโดยเฉลี่ยประมาณ 1 ใน 4 เท่า ของความหนาที่ทำในห้องทดลอง
ปัญหาอีกอย่างที่มักถูกถามเสมอคือ ควรจะทา ครีมกันแดดวันละกี่ครั้งดีคะ? ขอตอบว่าประสิทธิภาพของ ครีมกันแดดจะอยู่นานประมาณ 2-4 ชั่วโมงหลังการทา จากนั้นประสิทธิภาพจะลดลงเรื่อยๆ ในคนทำงานที่ต้อง แต่งหน้า ทำงานในห้องทำงานที่ติดแอร์ หากจะต้องล้าง หน้าทาครีมกันแดดใหม่ทุก 2-4 ชั่วโมง คงไม่เป็นอัน ทำงานแน่ๆ แต่หากใครสามารถก็ต้องยกนิ้วให้ ฉะนั้น คงต้องพิจารณากันเอาเอง ส่วนตัวหมอเองจะแนะนำ คนไข้ว่า หากผิวหน้ามันและเหงื่อมากในช่วงกลางวัน ก็ให้ล้างเครื่องสำอางค์ออก และทาครีมกันแดดใหม่อีก รอบ สิ่งที่สามารถกันแดดได้ดีอีกอย่างคือ หมวก, ร่ม, เสื้อผ้าสีเข้ม และพบว่าคงไม่มีอะไรกันแดดได้ดีกว่า เสื้อผ้าแน่นอน
ยาทาเฉพาะที่
มีหลายอย่างให้เลือกใช้ โดยทั่วไปมักจะผสม หลายๆตัวในผลิตภัณฑ์หรือยาทา 1 อย่าง หลักการ รักษาของยาทามี 3 ขั้นตอน คือ (รูปที่ 3)

ยับยั้งการสร้างเม็ดสี ยับยั้งการสั่งต่อเม็ดสี
ไปที่เซลล์ผิวหนัง
กำจัดเซลล์ผิวหนัง
ที่เม็ดสีมากเกินไป
ชุดภาพที่ 3

1.ลอกเซลล์ชั้นขี้ไคลออกไป ทำให้ผิวดูใสขึ้น และยัง ช่วยเรื่องริ้วรอยตื้นๆ, ผิวหยาบกร้านให้เรียบเนียน ขึ้นได้ ครีมที่ใช้จะอยู่ในกลุ่มกรดซาลิคไซลิค (Salicylic acid) กรดผลไม้ (AHA), BAH, กรดไวตามินเอ
2.ยับยั้งการส่งต่อเม็ดสีไปที่เซลล์ผิวหนัง ครีมที่ใช้ เช่น Niacinamide, Green tea extract
3.ยับยั้งการสร้างเม็ดสีในตัวเมลาโนไซด์ ยาที่ให้ผลดี มากคงยังเป็นไฮโดรควินโนน (hydroquinone) แต่การใช้ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ เพราะ ถือเป็นยาควบคุม ส่วนตัวอื่นๆ เช่น Kojic acid, arbutin, Licorice extract, mulberry, Vit c, green tea extract, glutathione, soy bean extract, tranexamic acid

ยากิน
มีโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณต่างๆมากมาย ขอ เตือนว่าอย่าหลงเชื่อนักอาจเสียทั้งเงินและเสียสุขภาพได้ ตัวที่กินแล้วเป็นพิษเป็นภัยน้อยหน่อยเห็นจะเป็นกลุ่ม ไวตามินซี (Vit C) และไวตามินอี (Vit E) แต่พบว่า ประสิทธิภาพยังสู้กลุ่มที่ทาที่ผิวหนังโดยตรงไม่ได้ อีกตัว ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายคือ tranexamic acid กินแล้ว สีผิวจางลงจริง แต่เนื่องจากเป็นยาซึ่งถือเป็นสารเคมี มีข้อห้ามในการกินหรือผลข้างเคียงจากยาได้ ก่อนจะ รับประทานควรปรึกษาแพทย์ก่อน อย่าลองเองควรชั่ง น้ำหนักระหว่างผลดีและผลเสียก่อนนะคะ

การรักษาอื่นๆ

-เลเซอร์เม็ดสี (pigmented laser) เห็นผลดีใน กระบางจำพวก แต่ในฝ้าโดยเฉพาะฝ้าชั้นลึก หลังทำจะเกิดรอยดำหลังเลเซอร์ค่อนข้างมาก
-แสงความเข้มสูง (Intense pulse light) หลักการ คล้ายกับเลเซอร์เม็ดสี ในฝ้ามีรายงานผลการ รักษาดูจางลงได้
-Fraxel ในอเมริกาใช้รักษาฝ้าได้ผลน่าพอใจ ระดับหนึ่ง แต่ปริมาณคนไข้ที่ทำในการศึกษา ไม่มากเท่าไร ในผิวคนเอเชียคงต้องระวังเรื่องรอย ดำหลังเลเซอร์ซึ่งจะอยู่นานหลายเดือน
-การขัดหน้าด้วยเครื่องไมโครเดอร์มาเบชั่น (Microdermabrasion) ซึ่งมีทั้งที่ใช้ผงผลึกคริสตัล (crystal peel) หรือการขัดด้วยหัวเพชร (diamond peel) ก็เป็นการขจัดเซลล์ผิวชั้นขี้ไคลที่มีเม็ด สีอยู่มากไปออก
-การใช้เครื่องมือในการผลักยาร่วมกับยาทาเฉพาะ ที่ หลักการของเครื่องมือแต่ละประเภทแตกต่าง กันไป แต่วัตถุประสงค์เดียวกันคือ เชื่อว่าสามารถทำให้ตัวยาผ่านเข้าสู่ผิวหนังได้มากกว่าการทายา โดยปกติ เครื่องมือที่ใช้กันแพร่หลายเช่น
-เครื่องไอออนโตโฟรรีซีส (Iontophoresis) เป็นเครื่องมือที่ใช้กระแสไฟฟ้าอ่อนๆ อาศัยหลัก การของการผลักกันของประจุ ยาที่ใช้จึงมัก เป็นพวกที่แตกตัวเป็นประจุได้
-เครื่องโฟโนโพรีซีส (Phonophoresis) อาศัย คลื่นเสียงเป็นตัวสั่นทำให้เซลล์ผิวหนังมีรูเปิด (ชั่วคราว) ตัวยาสามารถผ่านลงไปได้ง่ายขึ้น
-อาศัยแรงดัน (pressure) เช่น ออกซีเจ็ต (oxyjet) ใช้แรงดันของก๊าซออกซิเจนเป็น ตัวผลักยาลงไป

จะเห็นว่ามีความพยายามที่จะใช้วิธีต่างๆในการ กำจัดจุดด่างดำบนใบหน้า และบ่อยครั้งที่แพทย์ใช้ หลายๆวิธีในการรักษาเพราะไม่มีวิธีใดวิธีหนึ่งใน การรักษาเดี่ยวๆที่ให้ผลดีที่สุด แม้แต่กระแดดที่ดู เหมือนง่ายเพียงทำเลเซอร์ครั้งเดียวก็เหมือนหายได้ แต่ถ้าไม่ระมัดระวัง ไม่ใช้ครีมกันแดดอย่างต่อเนื่อง และยังมีปัจจัยอื่นๆที่กระตุ้นให้เกิดเม็ดสีที่ผิวหนังที่ ต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน (ดังที่กล่าวไว้แล้วใน เรื่องสาเหตุของเม็ดสีที่หน้า) ก็สามารถทำให้มีการ กลับเป็นซ้ำได้อีก ช้าหรือเร็วขึ้นกับการดูแลผิวพรรณ ของคุณนั้นเอง

No comments:

Post a Comment